Get Adobe Flash player

ทันโลกทันเหตุการณ์











Link เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

เปรียบเทียบลักษณะบุญกับต้นไม้

.........................

หลายๆ คนคงเคยสงสัยเอ้! บุญนี้มีลักษณะอย่างไรนะ? จะยกตัวอย่างได้ไหม? ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับต้นไม้ ผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ก็แล้วกัน ต้นไม้ 1 ต้น ประกอบด้วย 3 ส่วน ราก ลำต้น ยอด ซึ่งการทำบุญก็มี 3 ส่วนเช่นกัน คือ ทาน ศีล ภาวนา จะเปรียบเทียบกันเป็นส่วนๆ

- ในส่วนของรากนั้นจะเปรียบเทียบนี้ให้เหมือนกันกับทาน ซึ่งแปลว่า การให้ยกให้ เป็นพื้นฐานของบุญแบบทั่วไป ใครๆ ก็สามารถทำได้ ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชายในส่วนของทานก็มีอยู่ 3 ลักษณะ นั่นก็คือ วัตถุทาน อภัยทาน ธรรมทาน ซึ่งต้นไม้ก็มีรากอยู่สามลักษณะเช่นกันนี้ มีรากฝอย รากแขนง รากแก้ว มาเปรียบเทียบกันชัดๆให้เข้าใจว่า รากฝอย ทำหน้าที่หาอาหาร ดูดซับน้ำหาอาหารในที่ไกลๆ เพื่อหล่อเลี้ยงลำต้น รากแขนง ทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร เป็นตัวเชื่อมกันระหว่างรากแก้วกับรากฝอย ยึดเกาะกับผิวดิน ทำให้ต้นไม้ตั้งตรงอยู่ได้ รากแก้ว มีหน้าที่หยั่งลึกลงไปภายในดิน ทำให้ต้นไม้ตั้งตรง แข็งแรง ไม่หวั่นไหวยามลมแรง สังเกตดูจากต้นไม้ใด ที่ไม่มีรากแก้วมักล้มเมื่อมีลมพัดมาแรงๆ ทานก็เปรียบเสมือนรากฐานของบุญ นั่นก็ได้ว่า วัตถุทาน เป็นการสงเคราะห์ด้วยวัตถุต่างๆ แก่ผู้อื่น ทำได้ง่ายอานิสงส์ที่เกิดนั้น สามารถทำให้มีการหล่อเลี้ยงชีวิตได้ด้วยทรัพย์สิน เงินทอง อาหาร ให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ตามอัตภาพ อภัยทาน เป็นทานที่ทำได้ยากขึ้นมาอีกขั้น ต้องใช้กำลังใจค่อนข้างสูง เพราะต้องทำใจยอมรับให้อภัย แก่ผู้ที่เราโกรธ เกลียด อาฆาตแค้น พยาบาท ตั้งแต่ภพไหน ภูมิไหน ก็ตามเราต้องอภัยให้เขา ใช้กำลังใจค่อนข้างสูง ได้ประโยชน์แก่คนหมู่น้อย ได้เฉพาะตน แต่ก็ใกล้เคียงกับการเจริญพรหมวิหาร 4 ซึ่งมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่เราทำกับคนส่วนน้อย อานิสงส์ที่ได้ ผู้คนให้ความเมตตา ผู้ใหญ่ปราณี

มาในส่วนสุดท้ายในส่วนของ ธรรมทาน ดังคำกล่าวที่ว่าการให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง ก่อนที่จะให้ธรรมะเป็นทานได้นั้น ผู้ให้จะต้องเข้าใจในธรรมะนั้นๆ ต้องมีความเห็นถูกต้อง มีความเห็นตรง หากแนะนำผิด ไม่ตรง มีการบิดเบือน ผู้นำธรรมะมาเผยแผ่จะต้องได้รับโทษในนรก หรือชีวิตตกต่ำเลยทีเดียว..ดังนั้นจึงต้องพิจารณาให้ถูกให้ตรง ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ศึกษาให้เห็นจริงเสียก่อนจึงนำมาเผยแผ่ได้อย่างจริงๆ อีกทั้งหากมีผู้นำไปปฏิบัติตามบุญกุศล ก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นจึงได้กุศลมาก มีอานิสงส์ ทำให้พบทางแห่งปัญญา ผู้คนสรรเสริญยกย่อง ที่อธิบายมานี้เป็นในส่วนของทาน

- ศีล มาในส่วนของศีลกันบ้าง ศีล แปลว่า ปกติ เปรียบไปก็เหมือนในส่วนลำต้นของต้นไม้ นั่นก็คือมีหน้าที่ ให้ต้นไม้คงตัวอยู่ได้ ตั้งอยู่ได้ นำอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงในส่วนที่อยู่สูงขึ้นไป ให้ต้นไม้ยืนต้นได้สูงไม่โอนเอน ศีลแต่ละแบบก็เหมือนต้นไม้ที่มีเนื้อไม้แต่ละชนิด อย่างศีล 5 ก็เสมือนอย่างไม้เนื้ออ่อน เติบโตเร็วอย่างต้นนุ่น ต้นตระกูรยักษ์ ที่มีไม้เนื้ออ่อนใช้งานใช้ประโยชน์ได้ไม่มาก อย่างศีล 8 เปรียบไปก็เหมือนไม้ขนุน ไม้สะเดา ที่ใช้ประโยชน์ได้ แต่ก็จะผุพังไว ไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากนัก ศีล 10 หากจะเปรียบไปก็จะเป็นพวกไม้ยาง ไม้มะขามมีความทนทาน มีความแข็งแรงแต่เนื้อไม้ก็ไม่สวยงามมากนัก และศีล 227 หากเปรียบไปก็เป็นจำพวกเนื้อไม้สักทอง พยุง เหล่านี้เป็นไม้ที่เป็นที่ต้องการ ราคาแพง เนื้อไม้สวยงาม ทนทาน อย่างที่ยกตัวอย่างนี้เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของศีล แต่ศีลแต่ละแบบก็ต้องใช้กำลังใจในการรักษา อย่างกับเนื้อไม้ที่ต้องใช้ระยะเวลานานนับสิบปี กว่าที่จะโต กว่าจะแกร่ง กว่าจะยืนหยัดอยู่ได้ ในส่วนของอานิสงส์นั้นศีล จะทำให้เกิดอยู่ในภพภูมิที่ดีที่เจริญ ไม่เกิดในแดนทุกข์คติ อย่างต่ำก็มนุษย์ภูมิ อย่างสูงก็ภูมิของพรหม นี่คือความสำคัญของศีล

- ภาวนา มาในส่วนของภาวนากันบ้าง ภาวนาหากจะเปรียบเทียบแล้วก็คงเสมือนส่วนของยอดไม้ มีหน้าที่คุ้มครอง ป้องกันแสงแดง ป้องกันความร้อน ให้ร่มเงา แก่ลำต้น แก่ราก สังเคราะห์ แสง เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นอาหารที่พืชต้องการ ภาวนานั้นสามารถแยกออกมาเป็นส่วนๆ

1 การสวดมนต์ คือ การสรรเสริญในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณงามความดีความเจริญของพระรัตนไตร เมื่อกระทำแล้วมีแต่ความเจริญ

มาในส่วนที่ 2 สมาธิ ในส่วนของสมาธินี้เป็นการทำจิตใจให้สงบไม่ตื่นตระหนกเมื่อมีภัยมา มีทุกข์เวทนาก็ไม่ตกใจ ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ทำให้จิตใจไม่หวั่นไหว มีความมั่นคง สมาธิก็จะมีอยู่ 2 ลักษณะ นั่นก็คือ ในส่วนที่ 1 สมาธิแบบธรรมชาติ เช่น การฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี เหล่านี้เป็นสมาธิแบบธรรมชาติ ไม่มีพลังในการสะสม ไม่ข้ามภพข้ามชาติ ใช้ประโยชน์ในทางจิตภาวนาไม่ได้ ในส่วนที่ 2 สมาธิแบบที่ต้องสร้างขึ้นเป็นจิตภาวนา เช่น อาณาปานสติ สติปัฏฐานสี่ อสุภกรรมฐาน กสิน มโนมยิทธิ เหล่านี้เป็นสมาธิแบบที่ต้องสร้างขึ้น สามารถสะสมพลังงานได้ ติดตัวข้ามภพชาติได้ ใช้กำลังใจอย่างมากในการปฏิบัติ

ในส่วนที่ 3 วิปัสสนา เป็นการพิจารณาความเป็นจริง เข้าใจสิ่งรอบตัวอย่างถ่องแท้ รับรู้ในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่กังวลในอนาคต ไม่ยึดติดกับอดีต เช่น การพิจารณากายสังขาร พิจารณาในทุกขเวทนา พิจารณาการเคลื่อนไหวของกาย พิจารณาการเคลื่อนของใจ เหล่านี้เป็นการพิจารณาที่ละเอียดเข้าใจชีวิต เข้าใจสัจธรรม เข้าใจโลก สุดท้ายก็ไม่ยึดติดในสิ่งที่ไม่ยั่งยืน อานิสงส์ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้พบทางแห่งความหลุดพ้น พบทางออกแห่งปัญหา ไม่กลับมาเกิดให้ทุกข์อีก

ยังมีอีกอย่างที่เป็นผลพลอยได้จากต้นไม้ ก็คือ ดอกผลที่ได้จากต้นไม้นั้น นั่นก็คือ บุญกุศล (ผลตอบแทน) บารมี(ความชื่นชมยินดี) ผลของการกระทำนั้นๆ ความสวยงามของผลิตผลที่ได้จากต้นไม้ก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นไม้ต้นนั้นๆ ว่ามีความสมบูรณ์แข็งแรงมากน้อยเพียงใด หากต้นไม้ต้นนั้นมีรากที่ดี มีรากที่เจริญ มีลำต้นที่ดี ที่เจริญ มีใบมียอดที่ดีที่เจริญ ไม่มีวัชพืช ไม่มีศัตรูพืชมาทำร้ายให้ต้นไม้นั้นต้องสูญเสีย หรือเสียหาย ต้นไม้ต้นนั้นก็จะให้ผลผลิตที่ดี รสของผลก็จะอร่อยเลิศรส ทั้งนี้ต้นไม้ 1 ต้นจะให้ผลดีแก่ผู้คนรอบข้าง ให้ร่มเงา ผลิดอกออกผล แก่ผู้คนได้กินได้ใช้ประโยชน์ได้ชื่นชม เป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์น้อยใหญ่ หากจะประกอบกันเป็นต้นไม้ได้นั้น ก็ต้องมี สามส่วนนี้ประกอบกัน บุญก็มีสามสวนประกอบกัน บุญยังให้ประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้อีก นั้นก็คือการอุทิศบุญ การเบิกบุญ มาใช้ มาให้เกิดประโยชน์ได้อีก บุญชั้นทานก็สามารถอุทิศได้ บุญชั้นศีลก็สามารถอุทิศได้ บุญชั้นภาวนาก็สามารถอุทิศได้ โดยกล่าวว่า ขอบุญนี้จงถึงแก่....(ผู้ที่เราต้องการอุทิศบุญให้)ตามความเหมาะสมด้วยเทอญ หรือ ข้าพเจ้าขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดดลบันดาลให้บุญของข้าพเจ้า ส่งไปถึง.. (ผู้ที่เราจะให้บุญ)..ตามสมควรด้วยเทอญ นี่ก็เปรียบได้กันกับเรา นำผลิตผลที่ได้ แจกจ่ายให้ผู้อื่น ใช้ประโยชน์จากส่วนต่างต่างของต้นไม้ อย่าง ราก ก็นำมาทำยา ต้นก็นำมาทำยา หรือใบ ก็สามารถนำมาปรุงยาได้ในต้นไม้หลากหลายชนิด

การเปรียบเทียบนี้เป็นการทำให้เกิดความเข้าใจอย่างคล่าวๆ ด้วยความเข้าใจส่วนตัวของผู้บรรยายเอง หากผู้หนึ่งผู้ใดจะแปลความหมายเป็นไปในลักษณะอื่นๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่จะแปลวัตถุประสงค์ของท่านเอง

"จะมีใครเสกเราเข้านิพพาน จะบันดาลให้นั้นหามีไม่ จะต้องปฏิบัติกายฝึกใจ ใครทำใครได้จำไว้เอย"

เครดิคภาพ  ขุนแผนทัวร์

ที่มา..FB

อาจารย์ภณทัต แสนสัมฤทธิ์